BIOSAFETY CABINET

ตู้ชีวนิรภัย Biosafety cabinet คืออะไร?

what Biosafety cabinet

Biosafety cabinet (ตู้ชีวนิรภัย) คือ ครุภัณฑ์ห้องปฏิบัติการที่ได้รับออกแบบมา เพื่อป้องกันบุคคลากร จากสารเคมีอันตราย และการติดเชื้อจากเชื้อโรค (hazardous substances / Biohazardous Agents) เช่น เชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อก่อโรคต่างๆ รวมถึงไอระเหยสารเคมีทุกชนิด หลักการการทำงาน คือการนำอากาศที่ปนเปื้อน ผ่าน HEPA Filter เพื่อให้ได้อากาศที่บริสุทธิ์ (Clean Particle-Free Air) ออกสู่บริเวณพื้นที่ปฎิบัติงาน

ประเภทของตู้ชีวนิรภัย

biosafety cabinet classify

ตามมาตรฐาน U.S. Centers for Disease Control and Prevention (CDC) สามารถแบ่ง Biosafety cabinet (ตู้ชีวนิรภัย)ได้เป็น 3 ประเภท 

  • Biosafety Cabinet Class I เป็นตู้ชีวนิรภัยที่ใช้ปฎิบัติงานกับสารเคมี หรือเชื้อจุลชีพทีมีความเสี่ยงต่ำ เช่น เชื้อ Escherichia coli, Staphylococcus aureus ,โซดาไฟ (NaOH), เบกกิ้งโซดา (NaHCO3) เป็นต้น
  • Biosafety Cabinet Class II เป็นตู้ชีวนิรภัยที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถป้องกัน ผู้ปฏิบัติงาน, product และ สิ่งแวดล้อม จากเชื้อโรคที่เป็นอันตราย ตู้ประเภทนี้เหมาะใช้งานกับสารเคมี หรือเชื้อจุลชีพทีมีความเสี่ยงปานกลาง เช่น เชื้อ Candida albicans, Mycobacterium tuberculosis, Aspergillus fumigatus เป็นต้น
  • Biosafety Cabinet Class III เป็นตู้ชีวนิรภัยที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในการป้องกันการติดเชื้อจากเชื้อจุลชีพ หรือปนเปื้อนจากสารเคมีอันตราย เช่น Ebola Virus, Histoplasma capsulatum, B. anthracis เป็นต้น
BSC CLASS I

biosafety cabinet class 1

biosafety cabinet class 2

BSC CLASS III

biosafety cabinet class 3

การใช้งานตู้ชีวนิรภัย (Biological Safety Cabinet) ให้ปลอดภัย

        มาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพในห้องปฏิบัติการ (Biosafety in Microbiological and Biomedical Laboratories) ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2564) กำหนดขั้นตอนการปฏิบัติงานในตู้ชีวนิรภัย สามารถสรุปเบื้องต้นได้ดังนี้

1.การเตรียมตัวก่อนใช้งาน

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าตู้ชีวนิรภัยอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน 
  • หากพบว่าอุปกรณ์ใดชำรุด ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ เพื่อดำเนินการซ่อมแซมทันที
  • สวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (ชุดPPE) ให้ครบถ้วน 

2.เปิดเครื่องและรอให้ตู้ชีวนิรภัยทำงาน

  • เปิดสวิตช์ รอให้อุณหภูมิและแรงลมภายในคงที่

3.วางอุปกรณ์และตัวอย่างที่ต้องการทำงานบนพื้นผิว

  • ตรวจสอบทำความสะอาดพื้นผิวปฎิบัติงานภายในตู้
  • วางอุปกรณ์และตัวอย่างทั้งหมดภายในตู้ปฎิบัติงาน

4.ปฏิบัติงานตามขั้นตอนที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

  • ปฏิบัติงานตามขั้นตอนที่กำหนดอย่างระมัดระวัง
  • ระวังไม่ให้เชื้อโรคหรือสารเคมีอันตรายกระเด็น

5.ปิดเครื่องและทำความสะอาดตู้ชีวนิรภัย

  • เมื่อเสร็จสิ้นการปฏิบัติงานให้ปิดสวิตช์
  • ทำความสะอาดตู้ตามคำแนะนำของผู้ผลิต

วิธีการเลือกตู้ชีวนิรภัย biosafety cabinet ที่เหมาะสม

        มาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพในห้องปฏิบัติการ (Biosafety in Microbiological and Biomedical Laboratories) ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2564) ของสำนักมาตรฐานห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้กำหนดวิธีการเลือกใช้ biological safety cabinet ที่เหมาะสมไว้ดังนี้

1. ควรทราบระดับความเสี่ยงของเชื้อโรค หรือสารเคมีอันตราย(biological agents or hazardous substances)ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน

     โดยทั่วไปสามารถแบ่งระดับความเสี่ยงของ biological agents or hazardous substancesได้ 3ระดับ คือ

     ระดับความเสี่ยงต่ำ (Low risk) เชื้อโรค/สารเคมีที่ไม่ส่งผลต่อการแพร่เชื้อ หรือ ส่งผลถึงการเสียชีวิต เช่น E. coli, Staphylococcus aureus, สารเคมีที่ใช้ทดสอบคุณภาพอาหาร และน้ำ เป็นต้น

     ระดับความเสี่ยงปานกลาง (Moderate risk) เชื้อโรค/สารเคมีที่อาจทำให้เกิดโรคร้ายแรง หรือเสียชีวิตได้ แต่ไม่สามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ง่าย เช่น Salmonella typhi, Mycobacterium tuberculosis,formaldehyde, benzene เป็นต้น

     ระดับความเสี่ยงสูง (High risk) สารชีวภาพ หรือสารอันตรายที่แพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ง่าย และอาจทำให้เกิดโรคร้ายแรง หรือเสียชีวิต เช่น Anthrax, Ebola, สารกัมมันตภาพ เป็นต้น

2.ควรทราบลักษณะงานทีทำในห้องปฎิบัติการ

  • งานด้านจุลชีววิทยา
    เลี้ยงเชื้อแบคทีเรียเพื่อผลิตวัคซีน
    เพาะเลี้ยงเซลล์มะเร็งเพื่อทดสอบยา
  • งานด้านชีวเคมี
    แยกวิเคราะห์สารเคมีในพืชเพื่อศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพ
    สังเคราะห์สารชีวโมเลกุลเพื่อใช้ในทางการแพทย์
  • งานด้านชีวฟิสิกส์
    ศึกษาโครงสร้างและการทำงานของโปรตีนโดยใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน
    วัดการไหลเวียนโลหิตในสมองเพื่อศึกษาการทำงานของสมอง

        การเลือก biological safety cabinet ให้เหมาะสมกับประเภทของงานที่ทำ จะช่วยให้บุคคลากร ปฏิบัติงานได้อย่างสะดวก มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ

3.ขนาดพื้นที่ในห้องปฏิบัติการ
ขนาดของตู้ชีวนิรภัยมีให้เลือกหลายขนาด การเลือก biosafety cabinet ให้เหมาะสมกับขนาดของพื้นที่ในห้องปฏิบัติการ

4.พิจารณางบประมาณ
ตู้ชีวนิรภัยมีราคาแตกต่างกันไป การเลือก biological safety cabinet ให้เหมาะสมกับงบประมาณจะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย

5.มาตรฐานผู้จัดจำหน่าย
มีบริการหลังการขายที่ดี เพื่อช่วยให้ตู้ชีวนิรภัยได้รับการบำรุงรักษา และซ่อมแซมได้อย่างทันท่วงที
มีมาตรฐานระดับสากล เช่น ISO9001 / ISO13485 เป็นต้น

เรื่องที่ควรทราบเกี่ยวกับ Biosafety Cabinet

ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปสู่ผู้ปฎิบัติงาน (Protect operator) สิ่งแวดล้อม (Protect environment) และปนเปื้อนไปสู่สิ่งส่งตรวจ (Protect specimen)

ตู้ปลอดเชื้อมีเทคโนโลยีที่สำคัญ 3 ส่วน คือ HEPA filter (แผ่นกรองเชื้อ) , Blower/fan/motor (พัดลม) และ Laminar flow (การไหลของอากาศภายในตู้BSC)

International Standard (มาตรฐานสากล) ที่ใช้รับรองความปลอดภัย ตู้ปลอดเชื้อ ที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีดังนี้ NSF Standard 49 (National Sanitation Foundation International), EN12469 : 2000, AS 2252 และ US Federal Standard 209E เป็นต้น

การสอบเทียบตู้ปลอดเชิ้อ ต้องทำการCertification อย่างน้อยปีละ 1ครั้ง เพื่อตรวจสอบความพร้อมก่อนการใช้งาน มีรายการตรวจสอบหลัก ดังนี้ Cabinet leak test / Smoke test / HEPA filter leak test / Inflow velocity test และ Downflow velocity test

รับประกันสินค้าไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยเรามีทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ ดูแลงานบริการหลังการขาย

Technology Biosafety cabinet

Hepa Filter

Biological safety Cabinet

blower biosafety cabinet

Blower / Motor

Biological safety Cabinet

airflow bsc

Laminar Air Flow

Biological safety Cabinet

ตู้ปลอดเชื้อ มีระบบไหลเวียนอากาศภายในตู้ผ่านแผ่นกรองความละเอียดสูง (Hepa Filter) เพื่อกำจัดสิ่งปนเปื้อนในอากาศ และป้องกันไม่ให้รั่วไหลเข้าสู่ห้องปฏิบัติการ Biological safety Cabinet ส่วนใหญ่นิยมใช้ในห้องปฏิบัติการที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัส สูดดม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง